อนุสรณ์สถานผู้เสียสละ เขาค้อ เพชรบูรณ์


อนุสรณ์สถานผู้เสียสละ เขาค้อ  อยู่บนสันเขาซึ่งเป็นยอดเขาสูงสุดของเขาค้อ ห่างจากพิพิธภัณฑ์อาวุธ และฐานยิงสนับสนุนอิทธิไปประมาณ 1 กิโลเมตร  ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อเทิดทูนวีรกรรมอันกล้าหาญของพลเรือน ทหาร ตำรวจ  ที่ได้พลีชีพในการสู้รบ  โดยเสียสละเลือดเนื้อ และชีวิต เพื่อปกป้องแผ่นดินไทย ให้รอดพ้นจากผู้ก่อการร้าย ที่มีความเห็นทางการเมืองที่แตกต่างกัน ในพื้นที่เขตรอยต่อ  3  จังหวัด  คือ  เพชรบูรณ์  พิษณุโลก  และจังหวัดเลย  ในช่วงปี พ.ศ.2511 - 2525


อนุสรณ์สถานแห่งนี้  พล.อ.อาทิตย์  กำลังเอก  ซึ่งเป็นผู้อำนวยการป้องกันการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ทั่วไทยในขณะนั้น  ได้ทำพิธีวางศิลาฤกษ์เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2526  โดยสร้างขึ้นด้วยเงินบริจาคของประชาชน และข้าราชการในทุกๆ ฝ่าย  โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ในรัชกาลที่ 9  และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถฯ  ได้ทรงเสด็จมาเป็นองค์ประธานในการประกอบพิธีเปิดอนุสรณ์แห่งนี้ เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2527  เพื่อเป็นการเตือนใจให้คนไทยทุกคนว่า  "ยามใดที่คนไทยเกิดความขัดแย้งกัน  จะต้องมีการสูญเสียอย่างผู้กล้าหาญทั้ง 1,171 ชีวิต ที่ได้ถูกจารึกไว้กับองค์อนุสรณ์ จงอย่าให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก"


เขาค้อเป็นฐานสำคัญของผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์มาอย่างยาวนานกว่า 10 ปี  รัฐบาลในสมัยนั้นได้ดำเนินยุทธวิธีทางการเมือง  โดยการนำกำลังพลเรือน  ตำรวจ  ทหาร  ส่งเข้าไปประจำการเพื่อปราบปรามกวาดล้างกลุ่มผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์อย่างต่อเนื่อง  จนเกิดการต่อสู้ที่ยืดเยื้อเป็นเวลานาน  ต้องสูญเสียทั้งกำลังคน  อาวุธ  และทรัพยากรของชาติมากมายนัก  จนสามารถยึดคืนพื้นที่เขาค้อทั้งหมดได้สำเร็จ  คงเหลือไว้แต่ประวัติศาสตร์การสู้รบอันกล้าหาญ  และวีรกรรมของวีรบุรุษ คอยย้ำเตือนให้คนไทยเกิดความรักความสามัคคี และกลมเกลียวกันในชาติตลอดไป


อนุสรณ์สถานผู้เสียสละ เขาค้อ  ได้ออกแบบโดยศาสตราจารย์กฤษฎา  อรุณวงษ์ ณ อยุธยา  โดยมีความหมายของขนาดและรูปทรงของอนุสรณ์สถานไว้ดังนี้  รูปร่างลักษณะเป็นรูปทรงสามเหลี่ยมสร้างด้วยหินอ่อน  ที่หมายถึงการปฏิบัติการร่วมกันระหว่าง  พลเรือน  ตำรวจ  และทหาร  ฐานอนุสรณ์สถานมีความกว้าง  11  เมตร  ที่หมายถึงปี พ.ศ.2511  อันเป็นปีที่เริ่มมีการปฏิบัติการรุนแรงของผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ในพื้นที่แห่งนี้  ความสูงจากแท่นบูชาถึงยอดอนุสรณ์สถาน  24  เมตร  หมายถึงปี พ.ศ.2524  อันเป็นปีที่เปิดยุทธการครั้งใหญ่  ส่วนความสูงจากฐานถึงยอดอนุสรณ์สถาน  25  เมตร  หมายถึงปี พ.ศ.2525  อันเป็นปี พ.ศ.ที่สิ้นสุดลงของการต่อสู้ด้วยอาวุธ  และความกว้างของฐานสามเหลี่ยมด้านละ 2.6  เมตร  หมายถึงปี พ.ศ.2526  อันเป็นปี พ.ศ.ที่เริ่มการก่อสร้างอนุสรณ์สถานแห่งนี้ค่ะ


เนื่องจากอนุสรณ์สถานผู้เสียสละ  ตั้งอยู่บนยอดสูงสุดของเขาค้อ  เมื่อได้มองลงไปด้านล่างก็จะพบกับทัศนียภาพแทบทั้งหมดของเขาค้อ จึงทำให้สามารถมองเห็นทัศนียภาพต่างๆ เช่น  เนินเขาลูกเล็กลูกน้อย ที่เรียงกันเป็นทะเลภูได้อย่างชัดเจนและสวยงาม หากมาในช่วงหน้าหนาวในยามเช้า ที่นี่มีทะเลหมอกด้วยนะคะ  หรือยามเย็นที่พระอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้าก็สวยงามไปอีกแบบ  ถือว่าที่นี่เป็นจุดชมวิวทิวทัศน์ที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งบนเขาค้อก็ว่าได้  ที่เหมาะแก่การพักผ่อนหย่อนใจค่ะ


บริเวณโดยรอบอนุสรณ์สถานผู้เสียสละ  ได้มีการจัดบรรยากาศภายในสวน ด้วยไม้ดอกไม้ประดับไว้อย่างมากมาย  ไม่ว่าจะหันมองไปทางไหนล้วนสวยงามและพาให้สดชื่น  ไปด้วยดอกกุหลาบหลากหลายสีสัน ให้ความหอมอบอวลไปทั่วบริเวณ  ด้วยบรรยากาศที่กำลังดี ในสภาวะที่มีแสงแดดอ่อนๆ ทำให้เรารู้สึกเพลิดเพลินกับการถ่ายภาพกุหลาบดอกโตๆ จนแทบอยากจะหยุดเวลาไว้ชั่วขณะเลยค่ะ 


เมื่อเราเดินไปเรื่อยๆ  ทางด้านฝั่งตรงข้ามของอนุสรณ์สถานผู้เสียสละ  จะเป็นฐานกรุงเทพค่ะ  ซึ่งเป็นลักษณะเนินเตี้ยๆ  ที่นี่เป็นฐานยิงปืนใหญ่สนับสนุนการสู้รบกับผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์  ซึ่งในอดีตเป็นฐานแห่งแรกที่ทหารไทยได้ยืดคืนมาได้ จากผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์  และที่นี่ยังเป็นจุดวางแผนในการปฏิบัติงานวางแผนในการสู้รบอีกด้วยนะคะ


เมื่อมาถึงบริเวณนี้ก็จะพบกับหลุมหลบภัย  มีกระสอบทรายบังเกอร์เรียงรายอยู่หลายตำแหน่ง  บริเวณโดยรอบได้ถูกจัดบรรยากาศ  ให้คล้ายกับฐานปฏิบัติการจริงเลยค่ะ ทำให้เราอดคิดจินตนาการย้อนไปในอดีตไม่ได้ ว่าพลเรือน ตำรวจ และทหาร ที่มาปฏิบัติการที่นี่ คงจะมีความเป็นอยู่ค่อนข้างลำบากเป็นอันมาก ทั้งความเป็นอยู่  อาหารการกิน  และสภาพอากาศที่หนาวเย็น เพราะบริเวณนี้เป็นจุดสุดท้ายของเนินเขา  ทำให้มีอากาศหนาวเย็นเป็นพิเศษ  


เขาค้อ  สถานที่แห่งนี้เคยเป็นดินแดนของผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์  จัดว่าเป็นพื้นที่สีแดงที่กรุ่นไปด้วยควันไฟแห่งการสู้รบ  จากผู้ที่มีแนวความคิดทางการเมืองที่แตกต่างกัน ถือเป็นดินแดนต้องห้ามที่คนทั่วไปไม่ควรเข้าใกล้แม้แต่น้อย  เพราะถือว่าเป็นอันตรายอย่างมาก  แต่ใครจะไปรู้ว่าเมื่อวันเวลาได้ผ่านไป  และความขัดแย้งได้ยุติลง  เขาค้อจะกลายเป็นพื้นที่ท่องเที่ยวที่สวยงาม ที่คอยย้ำเตือนให้คนไทยรุ่นหลังทุกคน ควรมีความรักความสามัคคีกัน เพื่อไม่ย้อนรอยไปเช่นเมื่อครั้งอดีตที่ผ่านมา