วัดวรนาถบรรพต (วัดเขากบ) นครสวรรค์


วัดวรนาถบรรพต หรือ วัดเขากบ ตั้งอยู่บนถนนธรรมวิถี ตำบลปากน้ำโพ อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งวัดแห่งนี้แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ วัดวรนาถบรรพตบนพื้นที่ราบ และ บนเขากบ ซึ่งเป็นเขาลูกเล็กๆ ที่ตั้งอยู่บริเวณด้านหน้าเทศบาลนครสวรรค์ วัดแห่งนี้มีความเก่าแก่ และทรงคุณค่าอย่างยิ่งของจังหวัดนครสวรรค์ เราเดินทางมาในส่วนของตัววัดที่ตั้งอยู่บนยอดเขาค่ะ ที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง ประมาณ 185.50 เมตร การเดินทางมีทั้งหมด 2 เส้นทางให้เลือก คือ เดินขึ้นบันได ทั้งหมดจำนวน 437 ขั้น หากใครเดินขึ้นไม่ไหว ก็สามารถขับรถขึ้นไปด้านบนได้ มีถนนลาดยางขึ้นสู่ยอดเขาแบบสบายๆ ค่ะ


จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ สันนิษฐานว่าวัดวรนาถบรรพตน่าจะสร้างขึ้นใน ปี พ.ศ.1962 ซึ่งสร้างในสมัยสุโขทัยเป็นราชธานี ผู้สร้าง คือ พญาบาลเมืองที่ได้สร้างเจดีย์ วิหาร ขุดตระพังเพื่อปลูกบัวถวายเป็นพุทธบูชา และปลูกต้นพระศรีมหาโพธิ์ เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่พญารามผู้เป็นน้อง ที่ได้สิ้นพระชนม์ระหว่างทำศึก กับหัวเมืองฝ่ายใต้ ณ เมืองพระบาง ซึ่งปัจจุบันก็คือนครสวรรค์นั่งเองค่ะ โดยวัดแห่งนี้ประชาชนทั่วไปมักจะเรียกกันว่า วัดกบ หรือ วัดเขากบ เพราะวัดแห่งนี้ตั้งอยู่บนเชิงเขากบนั่นเอง ต่อมาได้มีการเปลี่ยนชื่อใหม่ และเรียกเป็นทางการว่า "วัดวรนาถบรรพต" แต่ปัจจุบันประชาชนก็ยังคงเรียกวัดเขากบอยู่เช่นเดิมค่ะ


เริ่มต้นการเดินทางของเราสู่วัดเขากบ หรือวัดวรนาถบรรพต ด้วยการขับรถขึ้นไปแทนที่จะเดินขึ้นบันได 437 ขั้นค่ะ เพราะเวลาที่เราอยู่ด้านล่างและแหงนมองขึ้นไป เห็นขั้นบันไดสูงออกไปจนเกือบสุดสายตา การขับรถขึ้นไปน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดนะเออ อิอิ ระหว่างที่เราขับรถไต่วนขึ้นไป ประมาณกลางภูเขาก่อนที่จะถึงด้านบน มีพระพุทธชัยมงคล หรือ หลวงพ่อโต เป็นพระพุทธรูปปางประทานพร หน้าตักกว้าง 6 วา 1 ศอก 9 นิ้ว สูง 8 วา 2 ศอก ที่สร้างขึ้นเมื่อ ปี พ.ศ.2532 ที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์แก่ พญาบาลเมือง และ พญาราม กษัตริย์เชื้อพระวงศ์สุโขทัยสองพี่น้อง ที่ได้สร้างวัดวรนาถบรรพต หรือ วัดเขากบ แห่งนี้ขึ้นมาค่ะ


หลังจากที่กราบไหว้พระพุทธชัยมงคลแล้ว เลยจอดรถทิ้งไว้บริเวณนั่นเลย แล้วก็เดินเท้าขึ้นบันไดไป อยากจะบอกเหลือเกินว่า คิดผิดถนัดค่ะ เห็นไม่กี่ขั้นแค่นั้น เล่นเอาเราลิ้นห้อย หายใจแทบไม่ทันเลยทีเดียว ด้วยสภาพอากาศที่ร้อนอบอ้าว ใจแทบขาด เหงื่อไหลไม่ขาดสายเลยค่าา แฮ่ๆ แต่พอได้ขึ้นมาถึงด้านบน ความสวยงามทำให้เราหายเหนื่อยในทันใด ด้านบนมีโบราณวัตถุ เช่น เจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ รอยพระพุทธบาทจำลองจากลังกา ที่พระเจ้าลิไทกษัตริย์สุโขทัย องค์ที่ 5 ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ส่งมาให้เป็นบรรณาการ เพื่อนำมาประดิษฐานไว้บนยอดเขากบที่เห็นในปัจจุบันนี้ค่ะ


เจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ เป็นเจดีย์ที่ชาวนครสวรรค์ และประชาชนทั่วไป ต่างนับถือและมีความเชื่อกันว่า เมื่อได้ขึ้นมายังวัดแห่งนี้แล้ว นอกจากการมากราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์แล้ว ยังมีการมาขอสิ่งที่ปรารถนาจากเจดีย์นี้อีกด้วย โดยการเดินวนรอบๆ พระเจดีย์ และคิดสิ่งที่ต้องการแล้วจะสมหวังค่ะ นอกจากนั้นยังได้กราบไหว้หลวงพ่อทองอีกด้วย ซึ่งหลวงพ่อทองประวัติท่านจะไม่ค่อยมีใครรู้มากนัก เพราะท่านเป็นพระที่ค่อนข้างจะเก็บตัว ไม่ได้ออกเครื่องรางของขลัง หลวงพ่อทองเป็นพระที่เคร่งครัดในพระวินัย มีชื่อเสียงมากในด้านวิชาอาคม และความศักดิ์สิทธิ์ ในยุคนั้นนับว่าท่านเป็นหนึ่งในเกจิอาจารย์อันดับต้นๆ ของเมืองไทยก็ว่าได้ค่ะ


โดยมีเรื่องราวปฏิหาริย์ของหลวงพ่อทองมากมาย ที่เล่าต่อๆ กันมาหลายเรื่องทีเดียวค่ะ เช่น ครั้งหนึ่งท่านขึ้นไปพอกปูนบนยอดเจดีย์ที่อยู่บนนั่งร้านที่สูงกว่า 20 ศอก แล้วเกิดพลัดตกลงมาจากนั่งร้าน ลงมาถึงพื้นดิน แทนที่จะได้รับบาดเจ็บ ท่านกลับลุกขึ้นปัดฝุ่นที่จีวร แล้วก็กลับขึ้นไปพอกปูนต่อ จนผู้ที่พบเห็นเลื่องลือว่าท่านมีวิชาตัวเบา ส่วนอีกเรื่องที่เล่าขานกันมาจนถึงปัจจุบันว่า หลวงพ่อทองสามารถย่นระยะทางได้ เพราะมีผู้พบเห็นว่าท่านบิณฑบาตไกลถึง บ้านแดนเขตบรรพตพิสัย บ้านบางแก้ว บ้านหาดทรายงาม และครั้งหนึ่งท่านรับกิจนิมนต์ไปถึงกรุงเทพฯ ขากลับท่านให้ลูกศิษย์กลับมาก่อน โดยท่านแวะเสวนาธรรมกับพระนักธรรมในกรุงเทพฯ ก่อน แต่เมื่อลูกศิษย์กลับมาถึงวัด พบว่าหลวงพ่อทองจำวัดอยู่ก่อนแล้ว ถึงแม้ว่าท่านจะมรณภาพไปนานแล้ว แต่ชื่อเสียงของท่านก็ยังเป็นที่นับถือศรัทธาไม่เสื่อมคลาย ปัจจุบันทางวัดได้หล่อรูปเหมือนเท่ารูปจริงของหลวงพ่อ เพื่อให้ประชาชนได้เข้ามากราบไหว้สักการะค่ะ


ส่วนวิหารหลังถัดไปจะเป็นที่ประดิษฐาน รอยพระพุทธบาทจำลองที่มาจากลังกา ซึ่งเป็นรอยเท้าด้านซ้าย ที่พระเจ้าลิไทกษัตริย์สุโขทัย องค์ที่ 5 ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ส่งมาให้เป็นบรรณาการ เพื่อนำมาประดิษฐานไว้บนยอดเขาแห่งนี้ ที่ยังคงให้ประชาชนได้มาสักการะบูชาค่ะ วัดวรนาถบรรพตเป็นวัดหนึ่งของจังหวัดนครสวรรค์ ที่มีเนื้อที่ไม่มาก เนื่องจากอยู่บนเขา จึงทำให้การขยับขยายเป็นไปได้ยาก แต่เมื่อขึ้นมาด้านบน ก็สามารถมองเห็นทัศนียภาพของเมืองนครสวรรค์ มีนักท่องเที่ยวเดินทางขึ้นมาชมความงดงามอยู่ไม่ขาดสาย ที่นี่จึงเป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยว ของปากน้ำโพที่ไม่ควรพลาดเช่นกันค่ะ

วัดสังกระต่าย มหัศจรรย์ต้นโพธิ์โอบล้อมโบสถ์โบราณ อ่างทอง


วัดสังกระต่าย ตั้งอยู่ที่ตำบลศาลาแดง อำเภอเมือง จังหวัดอ่างทอง เป็นโบสถ์เก่าแก่มีอายุกว่า 400 ปี ถูกสร้างก่อนสมัยกรุงศรีอยุธยา ที่ยังคงหลงเหลือไว้ให้เห็นเพียงโบสถ์เก่าแก่หลังหนึ่ง ที่ได้ผุพังไปเกือบหมดตามกาลเวลา แต่ในส่วนของผนังของโบสถ์ไม่ได้ผุพังลงมา เนื่องจากมีต้นโพธิ์ 4 ต้นขนาดใหญ่ มีรากขึ้นปกคลุม และยึดโครงสร้างผนังรอบโบสถ์ และภายในโบสถ์เอาไว้อย่างมั่นคง ซึ่งเป็นน่ามหัศจรรย์ยิ่งนัก จนสถานที่แห่งนี้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยว Unseen ของจังหวัดอ่างทองไปแล้ว และทางกรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียน เป็นโบราณสถานอีกแห่งหนึ่งของประเทศไทยอีกด้วยนะคะ


วัดแห่งนี้ในครั้งอดีตชื่อว่า "วัดสามกระต่าย" คือชื่อที่กรมศาสนาได้ลงชื่อไว้ในสมัยโบราณค่ะ แต่ปัจจุบันได้เรียกเพี้ยนเรื่อยมา จนกลายเป็นชื่อ "วัดสังกระต่าย" ปัจจุบันไม่มีพระสงฆ์จำพรรษาแล้วนะคะ เพราะมีการเล่าขานกันว่า ในอดีตพระสงฆ์ทะเลาะวิวาทกันตลอด ชาวบ้านเชื่อว่า เจ้าที่ที่รักษาวัดแรงมาก จึงทำให้พระสงฆ์ไม่สามัคคีกัน ชาวบ้านจึงเริ่มเสื่อมศรัทธา และหันไปสร้างวัดใหม่ คือ วัดไผ่ล้อม ชาวบ้านได้ย้ายกุฏิที่วัดสังกระต่าย เพื่อไปสร้างเป็นกุฏิใหม่ที่วัดไผ่ล้อมแทน จึงทำให้วัดสังกระต่ายเหลือเพียงโบสถ์ร้าง ที่ถูกปกคลุมไปด้วยต้นโพธิ์อย่างที่เห็นในปัจจุบันนี้ค่ะ


ภายในโบสถ์มีทั้งหมด 3 ห้อง โดยห้องแรกจะมีพระบูชา คือ หลวงพ่อแก่น ซึ่งแต่เดิมนั้นหลวงพ่อแก่นไม่ได้อยู่ที่นี่นะคะ มีเรื่องที่เล่าต่อๆ กันมาว่า มีโจรได้ไปขโมยเศียรของหลวงพ่อ มาจากวัดในวิเศษชัยชาญ แต่ด้วยเหตุใดไม่ทราบ โจรได้นำเศียรมาทิ้งไว้ในพงหญ้า ที่บริเวณวัดสังกระต่ายแห่งนี้ ชาวบ้านได้ไปพบเจอเข้า จึงได้นำเศียรมาไว้ในโบสถ์ ต่อมาได้มีการนำเศียรพระมาบูรณะ แล้วจึงทำการปั้นขึ้นเป็นองค์พระ และอัญเชิญมาประดิษฐานที่โบสถ์แห่งนี้ ดังเช่นที่เราเห็นในปัจจุบันค่ะ


ส่วนห้องที่ 2 จะเป็นพระประธานภายในโบสถ์แห่งนี้ค่ะ โดยมีหลวงพ่อวันดีซึ่งเป็นองค์กลาง มีหลวงพ่อศรีและหลวงพ่อสุข ขนาบข้างซ้ายขวา มีเรื่องเล่าอีกเช่นกันค่ะ ว่าองค์พระทั้งหมดเดิมทีอยู่ในโบสถ์แห่งนี้ ที่มีสภาพถูกลักลอบตัดเศียรกองอยู่กับพื้น แต่ไม่สามารถเอาไปได้ แต่ที่เราเห็นในสภาพปัจจุบันคือ ได้ทำการนำเศียรขึ้นไปต่อไว้เช่นเดิม และทำการบูรณะซ่อมแซมจนเรียบร้อยแล้วค่ะ


ส่วนห้องสุดท้าย คือ ปู่โสม และ ปู่พญานาค ที่ชาวบ้านให้ความเคารพนับถือมากค่ะ ปัจจุบันวัดสังกระต่ายได้ถูกบูรณะให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว แต่ยังคงรักษาสภาพเดิมเอาไว้ เพียงแต่ทำให้มั่นคงแข็งแรงขึ้น สะอาดขึ้น โดยการดูแลจากชาวบ้าน และทางสำนักงานเทศบาลตำบลศาลาแดงค่ะ เพื่อให้ประชาชนทั่วไป ได้แวะเวียนมาสักการะกราบไหว้ โดยไม่มีค่าใช้จ่ายในการเข้าชม แม้ว่าตัวโบสถ์จะไม่มีหลังคา แต่บรรยากาศร่มรื่นมาก เพราะได้อาศัยร่มเงาของต้นโพธิ์ที่ปกคลุม จนเปรียบเสมือนเป็นหลังคาไปโดยปริยายค่ะ ถ้ามีโอกาสสัญจรไปแถวนั้น ลองแวะไปชมความมหัศจรรย์ต้นโพธิ์โอบล้อมโบสถ์ดูนะคะ ชาวบ้านแถวนั้นอัธยาศัยดีมาก เมื่อเห็นนักท่องเที่ยวแวะมา รู้สึกพวกเขาจะตื่นเต้นมากๆ เลยค่ะ