วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร วัดเก่าแก่คู่เมืองเชียงใหม่


ทริปนี้เราเดินทางมาจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อเที่ยวชมปูชนีสถานที่วัดเจดีย์หลวงวรวิหารกันนะคะ ซึ่งเป็นวัดเก่าแก่ที่สำคัญในจังหวัดเชียงใหม่ ที่มีชื่อเรียกหลายชื่อมาก เช่น ราชกุฎาคารหรือวัดโชติการาม ที่ถูกสร้างขึ้นในรัชสมัยของพระเจ้าแสนเมืองมา แห่งราชวงศ์มังราย ซึ่งไม่ปรากฎแน่ชัดว่าสร้างเมื่อปีใด สันนิษฐานว่าวัดแห่งนี้ น่าจะสร้างในปีราว พ.ศ.1934 ค่ะ นับว่าเป็นวัดที่มีปูชนียสถาน และโบราณวัตถุเก่าแก่ที่สำคัญ และมีการบูรณะมาแล้วหลายสมัย ด้วยความงดงาม จึงทำให้วัดแห่งนี้มีพุทธศาสนิกชน และนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ต่างหลั่งไหลเข้ามากราบไหว้ และเที่ยวชมศิลปสถาปัตยกรรมที่เก่าแก่ ซึ่งเป็นมรดกทางพุทธศาสนาของชาวล้านนาค่ะ


ด้วยจังหวัดเชียงใหม่เป็นเมืองขนาดใหญ่ ที่อยู่ท่ามกลางขุนเขาที่งดงาม และมีสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติ ที่สวยงามอีกมากมายหลายแห่ง ให้นักท่องเที่ยวผู้มาเยือนได้ไปเที่ยวชมกัน นอกจากนั้นเชียงใหม่ยังขึ้นชื่อว่า เป็นเมืองแห่งประวัติศาสตร์ ที่มีโบราณสถานที่สำคัญหลายแห่ง เชียงใหม่จึงเป็นที่ชื่นชอบของนักท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก หนึ่งในนั้น วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร ก็เป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยว ที่มีความสวยงาม และน่าสนใจเป็นอย่างมากค่ะ เนื่องจากปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวต่างชาติ เดินทางเข้ามาเที่ยวชมศาสนาสถานภายในวัดเป็นจำนวนมาก ทางวัดจึงมีความจำเป็นต้องเก็บค่าเข้าชม คนละ 40 บาท เพื่อนำรายได้มาบูรณะปฏิสังขรณ์วัด เป็นค่าบำรุงสถานที่ และจัดสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ เช่น ห้องสุขา การจัดเก็บขยะ เป็นต้นค่ะ แต่สำหรับคนไทย ฟรี!! นะคะ


จุดแรกเราจะพามาชม พระวิหารหลวง ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมทรงล้านนาประยุกต์ ปัจจุบันวิหารหลวงแห่งนี้ เป็นทั้งพระวิหาร และ พระอุโบสถในหลังเดียวกัน เพราะพระอุโบสถหลังเก่าที่เป็นศิลปะแบบล้านนาดั้งเดิม ที่อยู่หลังวัดทางด้านตะวันตกของพระเจดีย์ ได้ทรุดโทรมและได้เลิกใช้งานไปแล้วนั่นเอง บริเวณด้านหน้าประตูของพระวิหาร เราจะพบกับบันไดพญานาคคู่ มีลักษณะเลื้อยชูเศียร หางตระหวัดพันกันเหนือซุ้มประตู ฝีมือประณีตสวยงามมาก สีสันลายปูนปั้นเกล็ดพญานาคมีความโดดเด่น ซึ่งเป็นฝืมือเก่าแก่ที่มีมาตั้งแต่เดิม ได้ชื่อว่าเป็นพญานาคที่สวยที่สุด ภายในพระวิหารมีพระอัฎฐารสเป็นพระประธาน ซึ่งเป็นพระพุทธรูปหล่อด้วยทองสำริด ปางห้ามญาติ พร้อมด้วยพระอัครสาวก คือ พระโมคคัลลานะ และ พระสารีบุตร นอกจากนั้นยังหล่อพระพุทธรูปปางต่างๆ จำนวนมาก ประดิษฐานรายล้อมพระอัฎฐารสอยู่ด้านหน้าค่ะ


เมื่อเราเดินมาอีกด้าน ก็จะพบกับวิหารจตุรมุขทรงไทยหลังเล็กๆ ซึ่งเป็นศิลปะแบบล้านนาประยุกต์ ภายในมีเสาอินทขิล หรือ เสาหลักเมืองตั้งอยู่ใจกลาง และมีพระพุทธรูปทองสำริดปางรำพึง ประดิษฐานอยู่ภายในบุษบก ซึ่งทุกปีในวันแรม 12 ค่ำเดือน 8 หรือประมาณช่วงเดือน พ.ค - มิ.ย จะมีงานประเพณีใส่ขันดอกอินทขิล เป็นงานที่สวยงามค่ะ เพื่อฉลองสักการะบูชาเสาอินทขิล ให้บ้านเมืองพ้นภัยพิบัติ และมีความเจริญรุ่งเรือง ประเพณีนี้จึงถูกปฏิบัติมาตราบกระทั่งทุกวันนี้ค่ะ เสาอินทขิลนอกจากจะเป็นเสาหลักเมืองแล้ว ยังนับว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองเชียงใหม่อีกด้วย แต่น่าเสียดายมากๆ ค่ะ ที่วิหารจตุรมุขนี้ ห้ามไม่ให้ผู้หญิงเข้าไปด้านใน ผู้หญิงทำได้เพียงแค่สักการะเอาดอกไม้ไว้ภายนอกเท่านั้นค่ะ


เดินเข้ามาด้านในเราตกตะลึงกับพระเจดีย์ ที่ตั้งสูงตระหง่านอยู่เบื้องหน้า ที่สร้างขึ้นในสมัยพญาแสนเมืองมา รูปทรงพระเจดีย์เป็นแบบปราสาทของลังกา มีความสูง 80 เมตร แต่ต่อมาได้เกิดเหตุแผ่นดินไหวขึ้น ทำให้ยอดเจดีย์พังทรุดลงมา จึงคงเหลือความสูงเท่าที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน แต่ก็ยังคงหลงเหลือความงดงาม ทั้งยังสามารถมองเห็นได้ในระยะไกลอยู่ค่ะ และบริเวณสี่มุมของพระเจดีย์ มีรูปปั้นช้างค้ำรายล้อมรอบองค์เจดีย์จำนวน 28 เชือก ซึ่งการสร้างรูปปั้นช้างนั้น เพราะมีความเชื่อว่า จะสามารถส่งเสริมกำลังเมืองให้มีความแข็งแกร่งขึ้น และบริเวณบันไดมีพญานาคแกะสลัก ในลักษณะเสมือนคอยคุ้มกันบันไดหลักเอาไว้ค่ะ


ใครที่ยังไม่เคยได้มาเยือนที่นี่ ลองจินตนาการดูนะคะ ว่าในสมัยโบราณ เมื่อครั้งที่บ้านเมืองยังไร้สิ่งปลูกสร้างสูงๆ เจดีย์หลวงแห่งนี้ที่ตั้งตะหง่าน มีความสง่างามน่าเกรงขามเพียงใด นอกจากนั้น เจดีย์หลวง ถือว่าเป็นพระเจดีย์ที่มีความสำคัญ ที่สุดองค์หนึ่งของเชียงใหม่ ที่สร้างขึ้นด้วยแรงศรัทธาในพุทธศาสนา เป็นสถานที่บรรจุพระเกศาธาตุ และพระธาตุขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นสิ่งสักการะบูชาที่ชาวบ้าน ต่างอบอุ่นใจเมื่อได้มองเห็นค่ะ ด้วยเจดีย์ที่ถูกทำลายไปบางส่วนนี้ ยังคงมีรูปลักษณ์ที่โออ่า อยู่ศูนย์กลางทางประวัติศาสตร์ของเมืองเชียงใหม่ จึงทำให้วัดแห่งนี้เป็นที่ชื่นชอบ และเป็นจุดหมายปลายทางที่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทย และชาวต่างชาติต่างเดินทางมาชมกันไม่ขาดสาย 


ถัดจากพระเจดีย์เราก็เดินชมบริเวณโดยรอบ ก็พบกับวิหารเล็กๆ หลายหลังด้วยกัน อย่างเช่นวิหารแห่งนี้ที่เราจะพาไปชมกัน คือ พระนอน หรือ พระพุทธไสยาสน์ ที่อยู่ห่างจากพระเจดีย์หลวงไปทางทิศตะวันตก ซึ่งเป็นพระพุทธรูปเก่าแก่คู่กับพระเจดีย์ แต่ก็ไม่ปรากฎว่าสร้างเมื่อใด และใครเป็นผู้สร้าง พระนอนองค์นี้สร้างด้วยก่ออิฐฉาบปูนปิดทอง องค์ใหญ่สวยงามมากๆ หันหน้าสู่ทางทิศใต้ พระพักตร์หันเข้าหาองค์พระธาตุเจดีย์หลวงค่ะ มาต่อด้วยวิหารจตุรมุขบูรพาจารย์ ด้านหลังเป็นหลวงตามหาบัว  และวิหารหลวงปู่มั่น เป็นวิหารล้านนา ซึ่งสร้างขึ้นตรงที่เดิมที่เคยเป็นกุฏิหลวงปู่มั่น มีรูปเหมือนหลวงปู่มั่น ภายในพระวิหาร มักมีผู้เข้ามานั่งสมาธิกันเป็นประจำ เพราะบรรยากาศในพระวิหารเงียบสงบมากค่ะ


จริงๆ ภายในวัดเจดีย์หลวงวรวิหาร ยังมีสิ่งที่น่าสนใจอีกมากมายค่ะ แต่ด้วยเวลามีจำกัด ทำให้ไม่สามารถนำเสนอได้ทั่วถึง ด้วยเมืองไทยซึ่งเป็นเมืองแห่งพุทธศาสนา มีวัดวาอารามเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ ทำให้วัดในปัจจุบัน ได้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวไปด้วยนั่น ปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวมากมายเริ่มหันมาเที่ยววัดกันมากขึ้น เพื่อชมสถาปัตยกรรมที่งดงาม ซึ่งเมืองไทยมีวัดสวยงามมากมาย ทั้งวัดเก่าและวัดที่สร้างขึ้นมาใหม่ โดยวัดเจดีย์หลวงวรวิหาร เป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่มีความงดงาม มาตั้งแต่ครั้งอดีตกาลที่ทิ้งเป็นมรดกให้คนยุคหลัง สำหรับใครที่ชอบเที่ยวสายวัด สายทำบุญ เราขอชวนเชิญแวะมากราบไหว้สักการะที่นี่ดูนะคะ